ระบบงานพื้น (Flooring System)

30/05/2020 | 55

ระบบงานพื้น (Flooring System)

    ในการก่อสร้าง อาคาร ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย หรือ อาคารสาธารณะ อาคารโรงงานต่างๆ ล้วนต้องมีการทำพื้นทั้งสิ้น พื้นมีหลายประเภท หลายรูปแบบ และหลายวัสดุ ซึ่งมีการรับน้ำหนักและการประกอบที่แตกต่างกันโดย พื้นเป็นส่วนที่รับน้ำหนักของสิ่งของทุกชนิดที่ตั้งอยู่ในบ้านหรืออาคาร ทั้งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ในบ้าน หรือ รับน้ำหนักชั้นวาง ตลอดจนสินค้าที่เก็บสต๊อค และรวมถึงน้ำหนักของผู้อยู่อาศัย หรือกรณีมีการใช้รถโฟร์คลิฟท์ภายในอาคาร อาคารจอดรถมีการเข้าออกของรถ บางจุดอาจรับน้ำหนักมากถึงร้อยกิโลกรัมต่อตารางเมตร ความมั่นคงแข็งแรง ความสามารถในการรับน้ำหนักต่างๆ ได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ
ลักษณะพื้น โดยภาพรวม แบ่งได้ ดังนี้
      1.พื้นบ้านพักอาศัย
      2.พื้นอุตสาหกรรม

   ประเภทของพื้น โดยภาพรวม แบ่งได้ ดังนี้
    1.พื้นคอนกรีตหล่อในที่ (Cast-in-Place Concrete Slabs)

1

     พื้นแบบนี้จะทำแบบสำหรับหล่อพื้น โดยผูกเหล็กเสริมของพื้นเชื่อมกับเหล็กในคาน แล้วจึงเทพื้นคอนกรีต โดยใช้เครื่องพ่นปูนฉาบในการลำเลียงคอนกรีตไปยังพื้นที่ที่ต้องการที่จะเทคอนกรีต และทำการเทคอนกรีตให้เป็นเนื้อเดียวกับคานส่วนบน พื้นชั้นสองขึ้นไปต้องมีการตั้งค้ำยันแบบใต้ท้องพื้น และเทคอนกรีตรอการแข็งตัว อย่างน้อย 14 วัน จึงถอดแบบ ซึ่ง พื้นคอนกรีตหล่อในที่มี 2 รูปแบบคือ พื้นคอนกรีตวางบนคาน และ พื้นคอนกรีตวางบนดิน พื้นแบบนี้ นิยมใช้บริเวณพื้นห้องน้ำ พื้นระเบียง พื้นดาดฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่อาจมีน้ำขัง เสี่ยงต่อการรั่วซึม

    2.พื้นคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast Concrete Slabs)

2

      แผ่นพื้นสำเร็จรูป ผลิตจากคอนกรีตเสริมด้วยลวดอัดแรง จากโรงงาน ติดตั้งโดยการวางบนคาน เสริมเหล็กด้านบนแล้วเทคอนกรีตทับหน้า (Topping) ช่วยประหยัดเวลาในการก่อสร้าง เพราะไม่ต้องทำไม้แบบและไม่ต้องรอการเซ็ทตัวของคอนกรีต แผ่นพื้นสำเร็จรูปเหมาะกับพื้นที่ภายในบ้านและพื้นที่ใช้งานที่เป็นส่วนแห้งต่างๆ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ไม่ควรใช้ในพื้นที่ภายนอกบ้าน และพื้นที่เปียก เช่น ระเบียง ห้องน้ำ ดาดฟ้า เนื่องจากแผ่นพื้นสำเร็จมีรอยต่อระหว่างแผ่นมาก และคอนกรีตที่เททับหน้าพื้นโดยทั่วไปหนาประมาณ 5–7 ซม. เท่านั้น จึงเสี่ยงต่อการรั่วซึม กรณีมีการฝังท่อระบายน้ำโดยการเจาะพื้นอาจส่งผลให้พื้นแตกร้าวได้ และเสี่ยงต่อการรั่วซึม
              

   3.แผ่นเหล็กพื้นโครงสร้าง (Metal Deck)

3

      ระบบแผ่นเหล็กพื้นโครงสร้าง ใช้กับอาคารโครงสร้างเหล็ก โดยคุณสมบัติของแผ่นเหล็ก จะเป็นทั้งไม้แบบและเหล็กเสริมกำลังของพื้น แผ่นเหล็ก มีปุ่มนูนขึ้นมาซึ่งปุ่มนูนนี้ทำหน้าที่ให้แผ่นเหล็กกับคอนกรีตยึดติดกันและสามารถต้านแรงเฉือนที่เกิดขึ้นตามแนวนอนระหว่างกันได้ เมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้วแผ่นเหล็ก จะทำหน้าที่รับแรงดึงเหมือนกับเหล็กเสริมคอนกรีตทั่วๆไป ประสิทธิภาพของพื้นแผ่นเหล็กประกอบจะขึ้นอยู่กับการประสานกันระหว่าง แผ่นเหล็กกับคอนกรีต

      การทำผิวพื้นเพื่อการใช้งาน (Finishing floor)

    การทำผิวพื้นเพื่อการใช้งานหรือ Finishing ก็มีหลายแบบ และควรคำนึงถึงประเภทของพื้นที่เราทำมาตั้งแต่เริ่มต้นด้วย เช่น พื้นเป็นแบบพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป หากทำผิวพื้นจำพวกพื้นผิวไร้รอยต่อ เช่น พื้นคอนกรีตขัดมัน(Polished Concrete), พื้นหินขัด พื้นกรวดล้าง อาจจะเกิดรอยแตกร้าวที่ผิวคอนกรีตได้ง่ายกว่าพื้นคอนกรีตหล่อในที่ เนื่องจากแผ่นพื้นสำเร็จรูปแต่ละแผ่นสามารถขยับตัวได้หากมีแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก ดังนั้น จึงควรปูวัสดุปูพื้นที่มีรอยต่อ หรือมีความยืดหยุ่นตัวพอสมควร เช่น กระเบื้องเซรามิคปูพื้น,ปูพื้นไม้ ทั้งไม้จริง ไม้ลามิเนต เป็นต้น โดยสามารถแยกประเภท ของการทำผิวพื้นในปัจจุบัน ได้โดยภาพรวม ดังนี้

   1.ประเภทวัสดุปูพื้นสำหรับบ้านพักอาศัย ได้แก่

4

      ไม้จริง : ไม้ที่นิยมนำมาใช้ทำพื้นเป็นไม้เนื้อแข็ง คือ ไม้เต็ง ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้สัก เป็นต้น ใช้งานโดยทำการเทพื้นคอนกรีตก่อน จากนั้นปูพื้นไม้ทับไปอีกทีด้วยกาวสำหรับงานปูพื้น เนื้อไม้จะให้ผิวสัมผัสที่สบายเท้า สีสันอบอุ่น ดูหรูหราอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะกับพื้น ชั้นล่าง , ชั้นบน ไม่เหมาะกับห้องที่เปียกชื้นบ่อย ราคาประมาณ 1,000 – 5,000 บาทต่อ ตร.ม. ขึ้นอยู่กับชนิดไม้

5

      ปาร์เกต์ : ปาร์เกต์เป็นการนำไม้จริงชิ้นเล็กๆมาตัดให้มีขนาดเล็กสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปาร์เกต์จึงถูกกว่าไม้แผ่น เพราะสามารถนำเศษไม้มาผลิตได้ ปาร์เกต์สามารถปูทับพื้นคอนกรีตโดยการยึดด้วยกาว จึงไม่เหมาะกับพื้นที่ชื้นหรือเปียกบ่อยๆ ผิวปาร์เกต์เกิดร่องรอยได้ง่าย จึงต้องระมัดระวังการเคลื่อนย้ายสิ่งของ หากดูแลรักษาอย่างดี ปาร์เกต์นิยมขายเป็นมัด เหมาะกับพื้นที่ ชั้นบน ห้องนอน , ห้องนั่งเล่น , ห้องดูทีวี , ไม่เหมาะกับห้องเปียกชื้น ราคาประมาณ 600 – 2,000 ต่อ ตร.ม. ขึ้นอยู่กับชนิดไม้

6

      ลามิเนต : เป็นวัสดุทดแทนไม้ มีคุณสมบัติเด่นที่น้ำหนักที่เบา ทนรอยขีดข่วน ปลวกไม่กิน ให้ความสวยงามแบบเดียวกับไม้แต่ต้นทุนถูกกว่า ติดตั้งได้ง่ายสามารถติดตั้งได้ด้วยตนเอง แต่ไม่เหมาะกับการใช้งานที่มีความเปียกชื้น หากทำน้ำหกใส่ควรเช็ดออกทันที ควรระวังช่วงหน้าฝน ไม่ควรเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ เพราะหากฝนสาดเข้ามา พื้นไม้ลามิเนตจะชำรุดเสียสภาพไปจากเดิม โดยปัจจุบันมีลามิเนตชนิดกันชื้นให้เลือกใช้เพื่อลดปัญหาข้างต้นอีกด้วย เหมาะกับพื้นที่ ชั้นบน ห้องนอน , ห้องนั่งเล่น , ห้องดูทีวี , ไม่เหมาะกับห้องเปียกชื้น ราคาประมาณ 300 – 1,500 บาท ต่อ ตร.ม.

7

      ไวนิล : ไวนิลหรือกระเบื้องยาง ได้มีการพัฒนาขึ้นมาก ผิวสัมผัสให้ลวดลายที่สวยงามใกล้เคียงกับธรรมชาติ สามารถกันน้ำได้เนื่องจากเป็นวัสดุยาง (PVC) ติดตั้งได้ง่าย ราคาถูก ซ่อมแซมได้ง่ายกว่าลามิเนต ข้อเสียอยู่ที่ผิวสัมผัสที่อาจจะไม่ทนทานมากนัก เป็นรอยขีดได้ง่าย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าแต่ละแบรนด์ เหมาะกับพื้นที่ ชั้นล่าง ชั้นบน ไม่เหมาะกับพื้นที่ใช้งานหนัก ราคา ประมาณ 250 – 1,000 บาท ต่อ ตร.ม.

8

      แกรนิโต้ : เป็นวัสดุปูพื้นที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน โดยเฉพาะพื้นชั้นล่างของบ้าน แกรนิโต้เป็นการนำผงแกรนิตมาอัดขึ้นรูปด้วยกระบวนการความร้อนสูงเพื่อให้หลอมเป็นเนื้อเดียวกันทั้งแผ่น และขัดหน้าขัดขอบ ให้สวยเงางาม ปัจจุบันมีขนาดใหญ่มากขึ้น 30×30, 60×60, 60×120,80×80,100×100 ซ.ม. เหมาะอย่างยิ่งกับการนำมาใช้ร่วมกับพื้นที่ใช้งานหนัก มีการเดินผ่านบ่อยครั้ง แกรนิโต้ให้รูปลักษณ์ที่คล้ายกับกระเบื้องปูพื้น แต่ความคงทนและรับน้ำหนักได้สูงกว่ามาก ข้อเสียคือ ให้ผิวสัมผัสที่ดูแข็ง และเย็นเท้า จึงอาจไม่เหมาะกับห้องนอน ห้องสำหรับการพักผ่อน เหมาะกับพื้นที่ ชั้นบน ชั้นล่าง โดยเฉพาะพื้นที่ใช้งานหนัก ทางเดิน , ห้องรับแขก , ห้องครัว ราคาประมาณ 500 – 2,000 บาท ขึ้นอยู่กับแบรนด์ คุณภาพสินค้า

9

      หินแกรนิต หินอ่อน : มีจุดเด่นเรื่องความสวยงาม แข็งแกร่ง ทนต่อรอยขีดข่วนโดยเฉพาะหินแกรนิตให้ความทนทานมากกว่าหินอ่อน วัสดุหินมักให้ลวดลายที่ดูหรูหราแบบธรรมชาติ อายุการใช้งานยาวนาน สามารถเลือกตัดได้ตามขนาด ยิ่งขนาดใหญ่ยิ่งมีราคาสูง มักใช้ในบ้านหรู เหมาะกับพื้นที่ ชั้นล่าง พื้นภายในบ้านทั้งหมด รวมทั้งท็อปเคาน์เตอร์ครัว ห้องน้ำ ราคาแบบสั่งตัด ราคา ตร.ม.ละ 1,000 บาทขึ้นไป แบบเป็นแผ่น ราคา ตร.ม.ละ 300 บาทขึ้นไป

10

      ปูนขัดมัน : เป็นวัสดุขัดร่วมเป็นเนื้อเดียวกับพื้นบ้าน ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นร่วมกับ บ้านสไตล์ Loft ปูนขัดมันควรทำในขั้นตอนเทพื้นซีเมนต์ ทำการฉาบขัดมันในช่วงปูนแห้งหมาด ช่างจะใช้ผงปูนซีเมนต์โรยขัดมันด้วยเกรียงเหล็ก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความชำนาญสูง เหมาะกับพื้นที่ ชั้นบน ชั้นล่าง ห้องต่างๆรวมทั้งห้องน้ำ ราคาขึ้นอยู่กับลักษณะงาน

11

      พรม : พรม นิยมใช้ร่วมกับห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ห้องที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว เช่น ห้องดูทีวี ห้องอ่านหนังสือ พรมให้ผิวสัมผัสสบายเท้า ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบา สามารถเก็บเสียงได้ดี ให้ความรู้สึกอบอุ่น หรูหรา แต่มีปัญหาเรื่องฝุ่นและการทำความสะอาดได้ยาก พรมจึงอาจเหมาะกับการใช้งานเฉพาะส่วนมากกว่าใช้งานทั้งห้อง เช่น พรมปูรองพื้นโซฟา พรมปูรองพื้นใต้เตียง ซึ่งจะช่วยให้ห้องดูสวยงาม หรูหรามากขึ้น เหมาะกับพื้นที่ ห้องที่มีฝุ่นน้อย , ห้องดูทีวี , เลือกใช้เฉพาะจุด ราคาประมาณ 100-1,200 บาทขึ้นอยู่กับแบรนด์สินค้า

12

      หินขัด : ปัจจุบันความนิยมลดน้อยลงไป เนื่องด้วยขาดช่างผู้ชำนาญการ จุดเด่นของหินขัดคือความแข็งแรงทนทาน สามารถตกแต่งลวดลายและสีสันได้ หินขัดทำด้วยปูนซีเมนต์ขาวผสมร่วมกับ หินเกล็ด สีผสมซีเมนต์ หรือวัสดุอื่นๆตามความต้องการของลวดลาย  ราคาไม่แพงนัก มีข้อเสียเรื่องรอยแตกร้าว เนื่องด้วยช่างขาดทักษะและความชำนาญ เหมาะกับพื้นที่ ชั้นล่าง ราคา ตร.ม. ละ ประมาณ 500 – 700

13

      กระเบื้อง : กระเบื้องมีราคาไม่สูงมากและมีให้เลือกหลายเกรด ลวดลายหลากลาย เช่น ลวดลายหญ้า ลายก้อนหิน ลายไม้ ปัจจุบันมีลวดลาย 3 มิติ เสมือนจริงมากขึ้น กระเบื้องงมีความทนทาน ทนน้ำ ทนไฟ ปลวกไม่กิน ข้อเสียคือมีรอยต่อยาแนว ซึ่งอาจให้ร่องที่ไม่ละเอียดมากนัก ร่องกว้างกว่าแกรนิโต้ รวมทั้งการปูกระเบื้องมักเจอปัญหาปูไม่เรียบ ปูไม่ได้แนว ซึ่งเกิดจากกระเบื้องเกรดต่ำหรือช่างขาดประสบการณ์และความปราณีตเหมาะกับทุกพื้นที่ ราคา ตร.ม. ละ 120-150 บาทขึ้นไป

    2. ประเภทวัสดุปูพื้นสำหรับพื้นอุตสาหกรรม ได้แก่

14

      โพลียูรีเทน (Polyurethane) : โพลียูรีเทน เป็นวัสดุเคลือบผิวที่มีความแข็งแรงและทนทานเป็นพิเศษ สามารถทนแรงกระแทกได้ดี ป้องกันการเพาะเชื้อโรค ทนอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบผัน ทนต่อสารเคมีได้ดี มีทั้งชนิดสามารถทำความหนาได้ทั้ง 500 – 700 ไมครอน เหมาะสำหรับพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องทนสารเคมี ชนิดทำความหนา 3-4 มม. เป็นกันซึมชนิดโพลียูรีเทนสูตรน้ำ มีความยืดหยุ่นสูง ไม่จำเป็นต้องติดตั้งเส้นใยไฟเบอร์ เหมาะสำหรับใช้งานดาดฟ้าคอนกรีต และชนิดใช้สำหรับงานหนัก ทำความหนา 6-9 มม. เหมาะสมกับการใช้งานสำหรับพื้นที่ในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปที่ต้องการพื้นผิวชนิดกันลื่น สวยงาม และคงทน โพลียูรีเทนมีคุณลักษณะพิเศษ คือ ทนทานสารเคมี,ยับยั้งการเกิดแบคทีเรีย,ไม่มีรอยต่อ จึงมีความสะอาดสูง และเหมาะสมในการเคลือบผิวบาง พื้นที่เหมาะสม คือ พื้นโรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่เปียก และ แห้ง,คลังสินค้า,โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร และ ยา

15

      อีพ๊อกซี่ (Epoxy) : อีพ๊อกซี่ เป็นพลาสติกแบบพอลิเมอร์เธอร์โมเซตติงที่ขึ้นรูปจากปฏิกิริยาระหว่างอีพอกไซด์เรซินกับพอลีอมีน ถูกนำมาใช้กับการเคลือบพื้นโดยมีหลายชนิด ได้แก่ ชนิดเคลือบผิวบาง ทำความหนา 500-700 ไมครอน,ชนิดอีพ๊อกซี่ปรับระดับตัวเอง ทำความหนา 1-3 มม. และล่าสุดมีชนิด Antistatic เป็นระบบพื้นอีพ๊อกซี่ชนิดป้องกันไฟฟ้าสถิต ที่เกิดจากการสัมผัส และเสียดสีทางกล ซึ่งพื้นอีพ๊อกซี่ชนิดนี้จะถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิต ที่อยู่กับพื้นผิวลงสู่พื้นดินหมด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับวัสดุ หรือชิ้นงานที่วางอยู่บนพื้น อันเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เหมาะกับพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ที่ไม่ต้องการให้เกิดความเสียหายกับชิ้นงาน คุณลักษณะพิเศษ มีความสวยงามเงางาม,ติดตั้งง่าย,ทนทานสารเคมี,ไม่มีรอยต่อ ทำความสะอาดง่ายเป็นผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าต่อการใช้งาน พื้นที่เหมาะสม คือ พื้นที่โรงงานประกอบรถยนต์,พื้นโรงงานอิเลคทรอนิกส์,พื้นที่โรงงานเสื้อผ้า,พื้นศูนย์กระจายสินค้า,โรงงานบรรจุขวด,โชว์รูม

16

      โพลิชคอนกรีต (Polished Concrete) เป็นระบบขัดเงาพื้นผิวคอนกรีต เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ผิวคอนกรีต โดยใช้เครื่องขัดหน้าคอนกรีตประกอบใบขัดเพชร ขัดลงไปบนพื้นคอนกรีต เพิ่มความเงางามให้แก่พื้นคอนกรีตเดิม ดูแลรักษาง่าย และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น สามารถทำผิวหน้าได้หลายลักษณะ ขึ้นกับระดับความลึกของผิวหน้าที่ขัด และมีการเคลือบสายเคมีเพื่อเพิ่มความเงางามของผิวได้ด้วย คุณลักษณะพิเศษ เปลี่ยนแปลง และฟื้นฟูสภาพผิวคอนกรีตเก่าให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น,ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา,มีความปลอดภัยสูง ไม่ลื่น,ยืดอายุการใช้งานของพื้นให้ยาวนาน และทนทานต่อการขูดขีด พื้นที่เหมาะสม ร้านขายสินค้า,สำนักงาน,คลังสินค้า,คอนโดมิเนียม,ศูนย์ขนส่งสินค้า,โรงพิมพ์,ลานจอดรถ,ลานจอดเครื่องบิน,โชว์รูมสินค้า

17

      ฟลอฮาร์ดเดนเนอร์ (Floor Hardener) ระบบเพิ่มความแข็งแกร่งบนพื้นผิวคอนกรีต เป็นวัสดุผสมเสร็จพร้อมใช้งานโรยผงลงบนคอนกรีตสด ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของผิวคอนกรีต ทนต่อการเสียดสีและสึกหรอของผิวคอนกรีต 3-4 เท่าตัว เมื่อเทียบกับพื้นคอนกรีตธรรมดาทั่วไป มีทั้งสีธรรมชาติ (ไม่ใส่สี) และสีต่างๆ ให้เลือกตามความต้องการ (สีด้านไม่เงา) ถ้าต้องการเงาสามารถลงแว๊กซ์ เพิ่มได้ งานขัดผิวคอนกรีตด้วย Floor Hardener เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่พื้นคอนกรีตที่มีการเทใหม่ สามารถทนต่อการเสียดสี และการสึกหรอของผิวคอนกรีตได้เป็นอย่างดี (Mohs Hardness 5-6) คุณลักษณะพิเศษ โรยผง Floor Hardener บนคอนกรีตสดทำไห้ผิวที่ได้มีลักษณะมัน เพิ่มความแข็งแกร่งบนผิวหน้า และบำรุงรักษาง่าย พื้นที่เหมาะสม คือ พื้นคอนกรีตใหม่,คลังสินค้า,โรงงานอุตสาหกรรม,ลานจอดรถ
      สำหรับราคาของ ระบบพื้นอุตสาหกรรม นั้น ต้องมีการเข้าสำรวจประเมินหน้างานของ บริษัท หรือผู้รับเหมาที่รับงาน และต้องตกลงกับเจ้าของงานเรื่องความหนาของวัสดุเคลือบ หรือ จำนวนขั้นตอนของการดำเนินงาน เช่น งาน Polished Concrete จะให้ดำเนินการขัดกี่ขั้นตอน เช่นขัด 5 ขั้นตอน หรือ 7 ขั้นตอนก็จะมีราคาที่แตกต่างกัน




บทความจาก PST Group
https://www.youtube.com/channel/UC29BiULmgDvqT8N17RIuM1